| พระเจ้าไม่เคยหยุดทำการอัศจรรย์ |
|
ข้าพเจ้านั้นเดิมทีเป็นชาวสงขลา เกิดในครอบครัวคนจีนที่เป็นคริสเตียน ตั้งแต่รุ่นรุ่นคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ทุกคนเป็นคริสเตียนกันหมด ถึงแม้จะเป็นคนจีนแต่ก็นับว่าพวกท่านนั้นมีความเชื่อมั่นคงมากทีเดียว ชีวิตข้าพเจ้าที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆแล้วพระเจ้าได้เตรียมทางไว้สำหรับทุกคนแล้ว เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวที่ธรรมดา มีพ่อแม่ที่น่ารัก และน้องสาวที่ร่าเริง ข้าพเจ้าก็ใช้ชีวิตตามประสาเด็กที่ไม่คิดมาก มีเพื่อน มีพี่น้อง มีพ่อ แม่ ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่บอกแล้วว่าพระเจ้าได้เตรียมทางให้เราแล้ว
ข้าพเจ้าเป็นเป็นเด็กนักเรียนที่ถือได้ว่าเรียนดีใช้ได้ระดับหนึ่ง มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก ข้าพเจ้าเป็นคนที่มักจริงจังกับชีวิต จนหลายๆคนเป็นห่วง ข้าพเจ้าเรียนในโรงเรียนระดับประถม และได้รับพระพรมากมายทั้งการเรียน การเป็นตัวแทนโรงเรียนแข่งขันทั้งด้านวิชาการและศิลปะ การเป็นตัวแทนนักกีฬาของโรงเรียน ดูเหมือนว่าจะเป็นชีวิตที่ดี เรียนดีและกีฬาเก่ง แต่ข้าพเจ้าไม่ได้นึกเลยว่าสิ่งเหล่านี้นั้นจริงๆ แล้วคือพระพรที่พระเจ้ามอบให้ ข้าพเจ้าเรียนระดับประถมด้วยความชื่นชมตัวเอง เพราะคิดว่าเราเก่งแล้ว เมื่อข้าพเจ้าจบระดับประถมศึกษา ก็ได้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เป็นโรงเรียนในฝันของหลายๆ ติดอันดับหนึ่งในสิบของประเทศ ชีวิตการเรียนข้าพเจ้าก็ผ่านไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งก็มีเรื่องราวจนเปลี่ยนแปลงชีวิตข้าพเจ้าตลอดไป
ตอนนั้นอาการข้าพเจ้าเป็นกลุ่มที่แปลกมากเพราะว่าส่วนใหญ่โรคนี้มักจะลงไตหรือไม่ก็ขึ้นไปที่สมอง แต่ข้าพเจ้าออกอาการที่ผิวหนัง จึงได้เห็นสภาพแผลชัดเจน ข้าพเจ้าทานยาวันละสิบสองเม็ดทุกวัน แล้วก็เริ่มลดยาลงจนกระทั่งไม่จำเป็นต้องทานเลย ระหว่างนั้นข้าพเจ้าก็ใช้ชีวิตปกติ อย่างมีความสุข ไม่มีการกังวลอะไรอีก จนถึงช่วงมัธยมปีที่สี่ข้าพเจ้าเริ่มมีอาการขึ้นอีกครั้ง ข้าพเจ้าเริ่มไม่ค่อยมีแรง ปวดเมื่อย ล้าไปทั้งตัว ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดว่าเพราะเรียนหนัก และเครียดจึงทำให้ไม่สบาย อาการเริ่มแสดงตอนที่ข้าพเจ้าเรียนวิชาพละ อาจารย์ให้ลุกนั่ง แต่ข้าพเจ้ากลับทำไม่ได้ อีกทั้งเมื่อข้าพเจ้าบอกว่าไม่ไหว อาจารย์ก็หาว่าสำออย ข้าพเจ้าจึงปล่อยโฮ และเพื่อนก็พาไปห้องพยาบาล วันรุ่งขึ้นแม่จึงพาข้าพเจ้าไปเอ็กซเรย์ตามที่แพทย์สั่ง ผลก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ข้าพเจ้าจึงกลับไปเรียน แต่ว่าอาการเริ่มแย่ลง ข้าพเจ้าเริ่มขึ้นบันไดไม่ได้ กล้ามเนื้ออ่อนแรงไปหมด หัวตื้อแทบไม่อยากคิดอะไร เวลานั่งเรียนก็จะหลับบ่อยๆ และข้าพเจ้าก็ยังขาดเรียนบ่อยมาก ซึ่งนั่นหมายถึงไม่จบ แต่ว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น พระเจ้าทรงกระทำให้อาจารย์เมตตาข้าพเจ้าจนเรียนจบมัธยมด้วยเกรดที่ดีในสายตาคนป่วย หลังจากนั้นก็ปิดเทอม ข้าพเจ้าใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน แต่ว่าอาการก็ยิ่งทรุดลง ข้าพเจ้าเหนื่อยมาก แทบไม่อยากทำอะไร กล้ามเนื้อที่ล้าก็ยังคงล้าลงไปเรื่อยๆ ถ้าหากใครได้ชมเรื่อง 1 liter of tears ที่มีนางเอกเป็นโรคที่เดินไม่ได้ ก็เป็นเช่นนั้นเลยข้าพเจ้ามีอาการเหมือนกัน เพียงแต่ข้าพเจ้าทรมานตรงที่ว่ามีหนองขึ้นตามแขนด้วย ข้าพเจ้านอนร้องไห้แทบทุกคืน ตอนนั้นญาติที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนได้ให้หมอดูมาดูดวง แล้วบอกว่าข้าพเจ้าจะไม่รอด แม่ถึงกับงงไปเลย แต่ข้าพเจ้าก็ยังดันทุรัง มีคนเค้าว่าให้ไปรดน้ำอโหสิกรรมดู ข้าพเจ้าก็ลองทำเหมือนกัน แต่ว่าอาการก็ไม่ดีขึ้นเลย ดังนั้นแม่จึงพาข้าพเจ้าไปตรวจอีกครั้ง คราวนี้แพทย์บอกว่าโรคกำเริบ แม่ตกใจมาก และไม่คิดว่าจะกลับมีอาการหนักอีก ข้าพเจ้าต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการและเพื่อรักษา ข้าพเจ้าอยู่ได้หนึ่งอาทิตย์ แต่ในระหว่างนั้นข้าพเจ้าไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เดินไม่ได้ ทานไม่ได้ จากคนที่น้ำหนักห้าสิบกิโลเหลืออยู่สี่สิบกิโลภายในสามเดือน นอนบ่อยมาก พูดช้าลง มองไม่ชัด คล้ายๆกับอัมพาตเลยทีเดียว ตอนนั้นแพทย์เริ่มกังวลเพราะอาการข้าพเจ้าหนักมาก อาจต้องใช้ยาฉีดที่คล้ายๆกับคีโมที่รักษามะเร็ง ข้าพเจ้ากลัวมาก เพราะว่าต้องให้ยากันอาเจียน ต้องมาทุกเดือน ซึ่งผลข้างเคียงก็เหมือนมะเร็ง แพทย์เริ่มพูดทางอ้อมว่าโอกาสเหลือเพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่แพทย์ก็ให้ยาทานมาแน่เริ่มเป็นสิบสองเม็ดเหมือนเดิม ข้าพเจ้าต้องไปทำกายภาพบำบัดเช่นเดียวกับคนเป็นอัมพาต ข้าพเจ้าเริ่มอธิษฐานว่าหากพระเจ้าจะเอาชีวิตข้าพเจ้าไปก็ยินดี ข้าพเจ้าไม่อยากทรมานอยู่อย่างนี้ ทุกคนที่มาเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เป็นญาติพี่น้อง หรือเป็นสมาชิกในโบสถ์ ต่างก็คาดเดาว่าข้าพเจ้าไม่รอดแน่นอน เพื่อนสนิทของข้าพเจ้าถึงกับร้องไห้ และพวกเค้าก็มาเยี่ยมทุกวัน พ่อแม่ คุณตาคุณยาย ก็อธิษฐานเผื่อจนไม่น่าเชื่อว่าข้าพเจ้าเริ่มหายและไม่ต้องฉีดยา ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้ามาก ตอนนั้นข้าพเจ้าแทบอยากจะร้องไห้ บางครั้งก็อยากจะหลับไปโดยไม่ต้องตื่นเลย แต่ด้วยการอัศจรรย์ที่พระเจ้าได้ทรงรักษา นั่นทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าต้องอยู่ต่อเพื่อบอกกล่าวเรื่องที่ทรงรักษา ข้าพเจ้ารักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด ข้าพเจ้าต้องทำเกือบทุกวัน ไปพบแพทย์ด้านกายภาพ แพทย์ว่าข้าพเจ้าต้องใช้เวลารักษาเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีเลยทีเดียว ข้าพเจ้าเริ่มทำกายภาพตามที่แพทย์สั่ง แต่เหมือนว่าพระเจ้ากำลังทำงาน เพราะข้าพเจ้ามีอาการที่ดีวันดีคืน ถึงขนาดว่าแพทย์เองก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ ข้าพเจ้าสามารถทำอะไรเองได้มากขึ้นจากเดิมที่ไม่สามารถเดิน นั่ง ทานอาหาร พูดจา เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งนอน สมองแทบไม่มีแรง ข้าพเจ้าไม่สามารถนอนหลับได้สนิทเลยสักคืนเดียว เพราะร่างกายข้าพเจ้านั้นเป็นเหมือนไม่ใช่ร่างกายตัวเอง อยากทำอะไรก็ไม่เป็นดั่งใจเรา วันเวลาผ่านไปข้าพเจ้าเริ่มพูดได้ เริ่มเดินได้ เริ่มทานอาหารได้ ข้าพเจ้าช่วยตัวเองได้มากขึ้น ในช่วงที่ข้าพเจ้าได้เข้ารับการรักษานั้น ข้าพเจ้าได้พบกับพี่สาวคนหนึ่งที่เป็นโรคเดียวกับข้าพเจ้า มีอาการเหมือนข้าพเจ้าที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เค้าแปลกใจมากที่เห็นว่าข้าพเจ้านั้นหายอย่างรวดเร็วมาก เมื่อได้คุยกันเค้าก็บอกว่าเค้าเป็นอย่างนี้มาสามปีแล้ว นอนจนหลังเปื่อย แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยได้ ทำเพียงรักษาตามอาการ เมื่อเค้าเห็นข้าพเจ้าจึงอยากรู้ว่าข้าพเจ้านั้นมียาดีอะไร ตอนนั้นเป็นช่วงที่อาจารย์ที่โบสถ์กับสมาชิกมาร้องเพลงและหนุนกำลัง พ่อข้าพเจ้าเห็นพี่คนนั้น จึงให้อาจารย์ไปหนุนใจ หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็หายแทบเหมือนกับคนปกติทั่วไปในระยะเวลาเพียงแปดเดือน แพทย์ถึงกับอึ้งและทำการทดสอบหลายอย่าง เพื่อให้แน่ใจว่าข้าพเจ้าหายดีแล้ว ในที่สุดข้าพเจ้าก็กลับบ้านได้ และการกายภาพก็ไม่มีอีกต่อไป เพราะข้าพเจ้าได้หายแล้ว ข้าพเจ้า พาอาจารย์ไปหาพี่คนนั้นที่บ้าน และพยายามหนุนใจและให้กำลังใจ รวมถึงให้กำลังใจแม่ของพี่เค้าด้วย เพราะว่าครอบครัวเค้าเป็นครอบครัวที่ไม่อบอุ่น ขาดพ่อไป ทำให้เค้ารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า แต่ครั้งหลังๆ ข้าพเจ้าไม่ได้ไปเยี่ยมพี่เค้า เพราะไม่อยากให้ติดเชื้อจากพี่เค้า ที่ยังไม่หายดี แต่ข้าพเจ้าก็ถามข่าวคราว และเมื่อไม่นานมานี้ข้าพเจ้าก็ได้รู้ว่าพี่เค้าเดินได้เหมือนคนปกติ สามารถทำสิ่งต่างๆ เองได้ แม่ของพี่เค้าดีใจมาก และก็ได้หันกลับมาเชื่อพระเจ้า ข้าพเจ้าดีใจมาก และเชื่อแน่ว่านี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญแน่นอน หากข้าพเจ้าไม่เป็นโรค ข้าพเจ้าก็จะไม่ได้เจอพี่เค้า และพี่เค้าก็จะไม่รู้จักพระเจ้า เมื่อข้าพเจ้ากลับมาเป็นปกติ ก็มีเพื่อนมาเยี่ยม เพื่อนทุกคนแทบพูดไม่ออกเพราะคิดว่าข้าพเจ้าไม่รอดแน่นอน แต่ วันที่พวกเค้าได้เห็นข้าพเจ้า พวกเค้าอึ้งมาก นี่แหล่ะคือสิ่งที่พระเจ้าได้วางแผนเอาไว้ หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็กลับไปเรียนตามปกติ ข้าพเจ้าต้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าใหม่เนื่องจากหยุดไปรักษาตัว แล้วข้าพเจ้าก็กลับไปเรียนท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าอาจารย์และเพื่อนๆ อาจารย์คนหนึ่งถึงกับหลุดปากออกมาว่าคิดว่าต้องไปทานข้าวต้มงานเธอซะแล้ว ไม่คิดว่าจะมาเจอเธอในตอนนี้ ข้าพเจ้าเข้าเรียนเหมือนนักเรียนทั่วไป ทำกิจกรรมเหมือนที่นักเรียนคนอื่นทำกัน จนในที่สุดข้าพเจ้าก็เรียนจนจบมัธยมศึกษาปีที่หก แต่เรื่องราวความน่าอัศจรรย์ยังไม่หมดแค่นี้ จะบอกว่าพระเจ้าเป็นคนที่เสมอต้นเสมอปลายก็ได้ เพราะหลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับสิ่งเปล่านี้จากพระเจ้า มันก็เหมือนเป็นพระพรที่พระเจ้ามอบให้ และรู้ว่าพระเจ้าอยู่ใกล้กับเราเสมอ
ข้าพเจ้าจบมัธยมหกด้วยเกรดที่ไม่ถึงกับดีมาก ข้าพเจ้าเครียดมากในตอนนั้นเพราะว่าระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ คณะที่ข้าพเจ้าเลือกไว้ในตอนแรกก็คือวิทยาศาสตร์ แต่ว่าที่หาดใหญ่ไม่มีคณะวิทยาศาสตร์ในสาขาที่ข้าพเจ้าอยากเรียน แต่ข้าพเจ้าก็กลัวว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้เรียนในคณะที่ใฝ่ฝัน ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจที่จะเลือกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเลย เพราะความคิดที่ว่าที่นี่มีคะแนนสูงมาก และแล้ววันหนึ่งแม่ก็แนะนำให้ข้าพเจ้าลองเลือกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะมีคณะและสาขาที่ข้าพเจ้าอยากเรียนอยู่ ข้าพเจ้าเป็นกังวลมาก แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจเลือก คอยเวลาให้แน่ใจว่าที่นี้แน่แล้วหรือ แล้วอาจารย์ที่โบสถ์ ที่นำใบสมัครที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียนมาให้ ข้าพเจ้าบอกกับอาจารย์ว่าข้าพเจ้าไม่แน่ใจ ถ้าหากว่าข้าพเจ้าไม่ได้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยล่ะ แต่อาจารย์ดูเหมือนว่าจะมั่นใจว่าข้าพเจ้าจะต้องเข้าที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้แน่นอน ในช่วงระหว่างนั้นเป็นการตัดสินใจทำให้ลำบากมาก เพราะว่าทางญาติๆ ไม่เห็นด้วยและไม่เชื่อว่าข้าพเจ้าจะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้ ข้าพเจ้าไม่ได้เรียนพิเศษ ไม่ได้กวดวิชา เรียนก็ไม่ได้ดีเลิศขนาดนั้น ข้าพเจ้ายอมรับเลยว่าข้าพเจ้านั้นท้อใจมาก แต่พ่อกับแม่ก็บอกว่าให้เราเชื่อในพระเจ้าเพราะถ้าหากเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า พระเจ้าก็จะให้เรา ข้าพเจ้าเป็นกังวลมากมาก หัวแทบระเบิด ร่างกายเหนื่อยอ่อนเหลือเกิน มันเป็นช่วงเวลาที่น่าท้อใจมาก ข้าพเจ้านั้นเลือกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่ได้มั่นใจว่าจะได้ เพียงแต่อธิษฐานให้เป็นไปตามน้ำพระทัยเท่านั้น ในที่สุดผลก็ออกมา ข้าพเจ้าได้ไปเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มันเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์มาก ข้าพเจ้ารู้เลยว่านั่นไม่ใช่ข้าพเจ้า แต่เป็นพระเจ้าต่างหาก ข้าพเจ้ารู้ว่าพระเจ้าได้เตรียมทางไว้ให้แล้ว ตั้งแต่หอพัก จนในที่สุดก็ได้เรียนที่นี่ ข้าพเจ้าได้รู้จักเพื่อนพี่น้องคริสเตียนหลายคน นั่นยิ่งทำให้ข้าพเจ้าเข้มแข็งมากขึ้นซึ่งข้าพเจ้ารู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ข้าพเจ้าเรียนจนถึงตอนนี้ก็ปีสามแล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็เกิดเรื่องอัศจรรย์อีก อย่างที่ทุกท่านทราบแล้วว่าข้าพเจ้าเป็นเอสแอลอี อาการข้าพเจ้าจะกำเริบเมื่อไหร่ก็ได้หากมีอะไรมากระตุ้น แล้วแล้วอาการเดิมก็กลับอีกครั้ง แต่ไม่รุนแรงเท่ากับครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีแผลตามตัวเหมือนเป็นคนที่แพ้ตลอดเวลา แต่มันทรมานมากไม่ว่าจะทำอะไรก็เจ็บ ข้าพเจ้าเป็นมาประมาณเดือนนึง แต่แพทย์ก็ทำให้เพียงให้ยาทาตามอาการ แต่ก็ยังไม่หายสักที แต่แล้วเมื่อวันหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้ไปโบสถ์ Living Streams กับพี่คนหนึ่ง ข้าพเจ้าก็คิดเองว่าอยากลองไปร่วมนมัสการ Kingdom Breakthrough ที่คริสตจักรใจสมาน ซักครั้ง แต่ไม่คิดว่านั่นทำให้ข้าพเจ้าได้เจอกับความประหลาดใจอีกครั้ง ข้าพเจ้านมัสการพระเจ้าตามใจสั่ง และในขณะนั้นข้าพเจ้าก็ยังเป็นแผลมีทั้งสะเก็ด แผลสด หนอง ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าไม่มั่นใจในตัวเองเลย แต่เมื่อนมัสการไปซักพัก พี่ที่ไปด้วยก็สังเกตเห็นใบหน้าที่แผลจางลง ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง แต่มันจริง ข้าพเจ้าไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจออะไรแบบนี้อีก ข้าพเจ้าได้ให้อาจารย์ Kang Seng อธิษฐานวางมือเพื่อรักษาข้าพเจ้า ก่อนหน้านั้นข้าพเจ้าได้เห็นหลายคนล้มลงไป แต่ในใจก็ไม่เชื่อหรอกว่าการอธิษฐานเพียงแค่นั้นจะทำให้คนทั้งคนล้มลงไปได้ แต่มันเป็นไปแล้ว ข้าพเจ้าได้รับการอธิษฐานวางมือ ข้าพเจ้าร้องไห้ไม่หยุด แล้วก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเป็นขนาดนั้น เมื่อวางมือลงข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกว่าข้าพเจ้าไร้เรี่ยวแรง แล้วข้าพเจ้าก็ล้มลงไปโดยที่ไม่สามารถพยุงตัวเองได้เลย ข้าพเจ้ารู้สึกตัวตลอดเวลา แต่ไม่สามารถพูดได้ ขยับตัว หรือแม้กระทั่งลืมตาได้เลย แต่เมื่อตื่นขึ้นมามันเป็นเหมือนชีวิตที่สดใสอีกครั้ง ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นข้าพเจ้ารู้สึกเหนื่อยหน่ายกับชีวิต แทบไม่อยากทำอะไร ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้ามากที่ทำให้ข้าพเจ้าได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็หายขึ้นทีละน้อย จนแทบจาง ใบหน้าที่เคยไม่มั่นใจ ตอนนี้เริ่มใสแล้ว ข้าพเจ้าได้ไปตรวจอีกครั้ง มีเพียงทางผิวหนัง แต่ร่างกายภายในปกติ ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้ามาก ข้าพเจ้าเพียงรักษาตามผิวหนังแต่ไม่ต้องทานยาเพิ่ม และเป็นเหมือนคนที่แพ้อากาศธรรมดา ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่ปกติ สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ถึงแม้ว่าครั้งแรกข้าพเจ้าจะไม่เชื่อ แต่ตอนนี้เต็มร้อยแล้ว ไม่มีเหตุอะไรที่ทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนแปลงได้ ข้าพเจ้าเคยถามพระเจ้าว่าทำไมต้องเป็นข้าพเจ้า แต่ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้ว่าสิ่งที่พระเจ้าได้ให้เกิดกับข้าพเจ้านั้นเป็นพระพรที่ให้ผ่านข้าพเจ้าให้คนอื่นได้เห็นความรักของพระเจ้าอย่างที่ข้าพเจ้าได้เห็น และได้สัมผัส ขอบคุณพระเจ้า และขอให้พระเจ้าอวยพร ศรัญญา บุญเพียรผล (อ้าย) |